วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความรู้เรื่องซอร์ฟแวร์

ซอฟต์แวร์ (Software) คือ
โปรแกรมคำสั่งที่ใช้สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ผู้ใช้ต้องการ
ชนิดของซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
·       ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
·       ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software
ซอฟต์แวร์ระบบ คือ
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจัดการระบบ โปรแกรมแรกที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
ในตอนแรกที่เปิดเครื่อง คือ ซอฟต์แวร์ระบบ
หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบ คือ
1 . ใช้ในการจัดการอุปกรณ์รับข้อมูลและอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ เช่น รับข้อมูลจากคีย์บอร์ดแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ หรือนำข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพหรือเครื่องพิมพ์
2. ใช้ในการจัดการหน่วยความจำ

3. จัดสรรทรัพยากรซึ่งใช้ร่วมกัน เช่น หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำ เป็นต้น
4. ใช้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์

ซอฟต์แวร์ระบบ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ1. ระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS)
2. ตัวแปลภาษา (Compiler or Interpreter)
ระบบปฏิบัติการ
เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจัดการและควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ รวมทั้งดูแลระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เช่น
·       ดอส (DOS) การใช้งานจะใช้คำสั่งเป็นตัวอักษร มีลักษณะการทำงานเป็นแบบเดี่ยว
·       วินโดวส์ (Windows) มีระบบกราฟิกสำหรับติดต่อกับผู้ใช้ มีลักษณะการทำงานเป็นแบบหลายงาน มีความสามารถในด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
·       โอเอสทู (OS/2) เป็นระบบปฏิบัติการแบบเดียวกับวินโดว์ส ใช้กับเครื่อง PS/2 ของ IBM เท่านั้น
·       ยูนิกส์ (Unix) ลักษณะการทำงานเป็นแบบหลายงาน และแบบหลายผู้ใช้ เหมาะสำหรับระบบ Network
ฯลฯ
ตัวแปลภาษา
มนุษย์สามารถติดต่อกับคอมพิวเตอร์โดยผ่านสื่อกลางที่เรียกว่า
“ภาษาคอมพิวเตอร์” ภาษาคอมพิวเตอร์ เป็นภาษาที่ใช้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ โดยนำมาเขียนเป็นชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง
ภาษาคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ
·       ภาษาระดับต่ำ (Low Level Language) มีความยุ่งยากในการเขียน รูปแบบภาษาเป็นเลขฐาน 2 เช่น ภาษาเครื่อง 1100 หมายความว่า Save ข้อมูล
·       ภาษาระดับสูง (High Level Language) เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ได้ง่าย ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ ภาษาระดับสูง ได้แก่
-
ภาษาปาสคาล : เหมาะกับงานด้านการคำนวณ
- ภาษาเบสิก : ทำได้ทั้งงานคำนวณ งานธุรกิจ หรืองานออกรายงาน
- ภาษาซี : เหมาะกับงานคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถควบคุมฮาร์ดแวร์ได้
- ภาษาฟอร์แทรน : เหมาะกับงานด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์
- ภาษาโคบอล : ภาษามีคำสั่งคล้ายคลึงกับภาษาอังกฤษ เหมาะกับงานด้านธุรกิจ
ฯลฯ
ตัวอย่างภาษาระดับสูง

ภาษาวิชวลเบสิก (โปรแกรมตัดเกรด)
Option Explicit
Private Sub Command1_Click()
Dim score As Integerscore = Text1If (score >= 80) Then
Label3 = "A"
ElseIf (score >= 70) Then
Label3 = "B"
ElseIf (score >= 60) Then
Label3 = "C"
ElseIf (score >= 50) Then
Label3 = "D"
Else
Label3 = "F"
End If
End Sub
เนื่องจากภาษาระดับสูง เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ จึงจำเป็นต้องมีตัวแปลภาษา ดังนั้น ตัวแปลภาษา มีไว้เพื่อ แปลภาษาระดับสูงไปภาษาเครื่อง เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ
ตัวแปลภาษามี 2 ชนิด คือ คอมไพเลอร์ (Compiler) และ อินเทอร์พรีเตอร์ (Interperter)
คอมไพเลอร์ :
แปลคำสั่งทั้งโปรแกรม แล้วจึงให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่งนั้น
อินเทอร์พรีเตอร์ :
แปลคำสั่งทีละคำสั่ง แล้วให้คอมพิวเตอร์ทำตามคำสั่งนั้น ภาษาระดับสูงทุกภาษาจะต้องมีตัวแปลภาษา สำหรับแปลภาษาระดับสูงไปเป็นภาษาเครื่อง
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ
ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่างๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ1. ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (Package Software)
2. ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ
ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป
เป็นซอฟต์แวร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นแล้วนำออกมาจำหน่าย เพื่อให้ผู้ใช้งานซื้อไปใช้ได้โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาในการพัฒนาซอฟต์แวร์อีก ได้แก่
- ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ ใช้สำหรับพิมพ์เอกสาร เช่น ไมโครซอฟต์เวิร์ด
- ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ใช้ช่วยในการคิดคำนวณ เช่น เอกเซล โลตัส
- ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล ใช้ในการจัดการกับข้อมูล เช่น เอกเซส ดีเบส
- ซอฟต์แวร์นำเสนอ ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูล เช่น เพาเวอร์พอยด์
- ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล ใช้ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นในที่ห่างไกลได้ เช่น โปรแกรมอินเตอร์เน็ตเอกพลอยเลอร์
ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ
เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อใช้กับงานเฉพาะด้าน โดยเลือกภาษาคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสามกับงานนั้นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ มักเป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาต้องเข้าไปศึกษารูปแบบการทำงานหรือความต้องการของธุรกิจนั้นๆ แล้วจัดทำขึ้น เช่น โปรแกรมทำบัญชี โปรแกรมการจองตั๋ว โปรแกรมระบบธนาคาร โปรแกรมระบบงานจัดจำหน่าย ระบบการเช่าซื้อ เป็นต้น
อ้างอิงจากhttp://www.ds.ru.ac.th/test/Aj_palida/E-learning/computer_IT.html

ความรู้เรื่องdatabase

Database Architecture

Oracle History

ในปี คศ.1977 Larry Ellison  ประธานบริษัท Oracle ได้ร่วมมือกับ Robert Minor นำ เอาระบบ การจัดการระบบฐานข้อมูลแบบ Relational (Relational Database Management System, RDBMS) มาประยุกต์ใช้กับฐานข้อมูลของ IBM เป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่นำ RDBMS มาใช้กับโครงสร้างแบบ SQL  ปัจจุบันโปรแกรม Oracle ได้สนับสนุนระบบปฏิบัติการต่างๆมากกว่า 80 ระบบปฏิบัติ การ เช่นระบบ mainframes ของ  IBM , ระบบ DEC VAX minicomputers ,  ระบบ UNIX-based minicomputers , ระบบ Windows NT  และระบบปฏิบัติการต่างๆ  บริษัท Oracle เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่ สุดเป็นอันดับสองรองจาก Microsoft ทั้งในด้านรายได้, ด้าน software และในด้านการให้การบริการ มีผู้เชี่ยวชาญทำงานอยู่มากว่า 20000 คน มีสาขาตั้งอยู่มากว่า 90 แห่ง ในปีที่ผ่านมา Oracle ได้วาง รากฐานอย่างมั่นคง ถูกนำไปใช้งานในทางทหารและรัฐบาล ทั้งภายในและนอกประเทศ

Oracle is a DBMS.

ตามหลักการ Oracle ถือว่าเป็น DBMS เพราะว่ามันสามารถเก็บรักษาข้อมูล (Data Dictionary) แต่ละขั้นตอนของการใช้งานจะมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโดยผู้ใช้จะมีการ Log in กำหนดสิทธิเข้ามาใช้ฐานข้อมูลของ user มีการแจกจ่ายข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ และนำเอา SQL มาใช้ในการจัด เก็บฐานข้อมูล ทำให้การค้นหาข้อมูลทำได้ง่าย มีการเลือก Primary key และ foreign key โดยสามารถ บอกสถานะว่าข้อมูลตัวไหนเป็น key ตัวไหนไม่เป็น key ซึ่งจะแตกต่างกับการเขียนโปรแกรมโดยทั่วไป เพราะจะต้องกำหนด key ลงไปเอง
ผู้ใช้สามารถการเลือกค่า Index ของแต่ละ Primary key และForeign key ได้   Oracleสนับสนุนโปรแกรม SQL*Plus ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้พิมพ์คำสั่ง SQL เพื่อทำงานกับ Oracleในลักษณะ command-line และ Run สคริปต์ที่มีคำสั่ง SQL หลายๆคำสั่งเป็นชุดจะเห็นได้ว่า Oracle เป็นโปรแกรม DBMS ที่มีความสามารถสูง และเป็นเครื่องมือช่วย ที่ดีสำหรับ RDBMS อีกเหตุผลหนึ่งที่โปรแกรมนี้เป็นที่นิยมก็เพราะการบริการข้อมูลของโปรแกรม Oracle สามารถรองรับการทำงานโดยทั่วไปได้


Overview of oracle Database Architecture


Memory structure
1.      System Global Area (SGA)
เป็นโครงสร้างหน่วยความจำส่วนที่สำคัญมากของ Oracle Server SGA เป็นส่วนประกอบของ instance จะใช้โครง สร้างของ memory เพื่อย้ายข้อมูลไปมา SGA จะอนุญาตให้เข้ามาใช้ หรือ ปรับปรุงแก้ไขข้อมูล โดยจะมี SGA เป็นตัวชี้บอกตำแหน่งใน SGA ประกอบด้วย The Share Pool Buffer, The Data Buffer Cache,
The Redo Log Buffer
1.1 The share pool Buffer เป็นเนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลหลายอย่างเช่น คำสั่ง SQLที่ถูกเรียกใช้บ่อยๆ Data Dictionary ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้เมื่ออ่านขึ้นมาจากดิสก์แล้วจะค้างอยู่ในหน่วย ความจำเพื่อให้ผู้อื่นได้ใช้ด้วย นอกจากนั้นจะกันหน่วยความจำส่วนหนึ่ง เพื่อใช้เก็บค่าตัวแปรที่ใช้ โดยผู้ใช้แต่ ละคนไม่ใช้ร่วมกัน (Private area)
ในทางปฏิบัติหากมีผู้ใช้อยู่เป็นจำนวนมาก ควรจะกำหนดให้ Share Pool มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะบรรจุคำสั่งละค่าตัวแปรต่างๆ ของผู้ใช้ที่กำลังใช้งานอยู่ให้เพียงพอ จะประกอบด้วย library cache, dictionary cache
·     Library cache จะใช้สำหรับเก็บประโยคคำสั่ง SQL และ PL/SQLที่ใช้ในการทำงานโดย Library Buffer Cache ประกอบด้วย 2 โครงสร้าง คือ Shared SQL area และ Shared PL/SQL area ขนาดของ Library Buffer Cache จะขึ้นอยู่กับการกำหนดจาก Share pool
·     dictionary cache จะจัดเก็บข้อมูลที่เรียงลำดับไว้ในแถวแบบ SQL ,control structures เก็บรูปแบบตัวอักษรในฐานข้อมูล เก็บรวบรวมรายละเอียดต่าง ๆ ที่ใช้ในฐานข้อมูลรวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวกับ tables, indexes, columns, users, privileges  และ object ฐานข้อมูลอื่น ๆ ขนาดของ Data Dictionary Cache จะขึ้นอยู่กับการกำหนดจาก Share pool
กำหนดขนาดโดยใช้คำสั่ง
SHARED_POOL_SIZE
เช่น         ALTER SYSTEM SET   SHARED_POOL_SIZE = 64M;
1.2 Database Buffer Cache ก็คือที่เก็บข้อมูลในหน่วยความจำ เพื่อใช้สืบค้น (Query) หรือทำคำสั่ง SQL ได้อย่างรวดเร็วเมื่อผู้ใช้ต้องการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล Process ที่ดูแลการให้บริการแก่ผู้ใช้ (Server Process) จะทำหน้าที่เป็นขั้นๆ ต่อไปนี้
        1.     มองหาข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการใน Database Buffer Cache หากพบก็จะส่ง ข้อมูลเหล่านั้นไปให้แก่ผู้ใช้ หากไม่พบให้ทำข้อถัดไป
        2.     อ่านข้อมูลจากดิสก์
        3.     บันทึกข้อมูลที่อ่านมานั้นลงใน Database Buffer Cache แล้วส่งไปให้ผู้ใช้ในทางปฏิบัติควรกำหนดขนาดของ Database Buffer Cache ให้มีขนาดใหญ่มากเพียงพอที่จะใส่ข้อมูล ไปได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่เกิน ขนาดของหน่วยความจำทั้งหมดที่มี
กำหนดขนาดโดยใช้คำสั่ง
DB_BLOCK_SIZE
เช่น         Database Buffer Cache Size = DB_BLOCK_SIZE * DB_BLOCK_BUFFERS;
1.3       Redo Buffer Cache ก่อนที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งลงในไฟล์ล็อก จะต้องบันทึกลงใน Redo Log Buffer เสียก่อน ลักษณะการบันทึกจะเป็นตามลำดับ(Sequential Write) เมื่ออ่านจาก Redo Log Buffer ไปบันทึกลง Redo Log File ก็จะเป็นแบบตามลำดับเช่นกัน

กำหนดขนาดโดยใช้คำสั่ง
LOG_BUFFER
2. Program Global Area (PGA)
PGA เป็นพื้นที่ ( พื้นที่ส่วนนี้จะถูกจองเมื่อมีการ start ของ server process เกิดขึ้น )ที่อยู่ในหน่วยความจำซึ่งจะช่วย user process ในการกระทำการดังตัวอย่าง   เช่น bind variable information, sort areas, cursor information และsession information ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในการกระทำการของ SQL statements ในshared area ถูกเรียกใช้จาก Library  cache   แล้วคุณสงสัยไหมว่าทำไม user จึงต้องการพื้นที่ในการที่จะกระทำการเป็นของตนเอง  เหตุผลก็คือ userต้องการที่จะกระทำการ select หรือ update โดยไม่มีการถูกใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ( Shared  ) เพราะฉะนั้น PGA จึงถูกใช้ในการเก็บข้อมูลจริง ๆ ในที่ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้  สำหรับที่จะกระทำ SQL statement  

Process structure
Server Process
Sever Process เป็น Process ที่ทำหน้าที่ดูแลความต้องการของผู้ใช้ที่ส่งเข้ามาให้ Oracle ปฏิบัติ   โดยปกติเมื่อ Sever Process ได้รับคำสั่งแล้วจะทำการ
1.              ตีความคำสั่ง ตรวจสอบสิ่งต่างๆ ที่ต้องใช้คู่กับคำสั่ง แล้วทำตามคำสั่งนั้น
2.        อ่านข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการจากดิสก์มาไว้ในหน่วยความจำ   ในกรณีที่ Oracle หาข้อมูลในหน่วยความจำนั้นไม่พบ
3.        ส่งการทำงานตามคำสั่งและข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปให้ผู้ใช้




Background Process
เมื่อเริ่มใช้งานฐานข้อมูล Oracle จะสร้าง Process ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อรองรับการทำงาน ฐานข้อมูล โดยจะประกอบด้วย Process เหล่านี้ (Process มาตรฐาน)
1.             CKPT (Check Point)
2.             PMON (Process Monitor)
3.             SMON (System Monitor)
4.             DBWR (Database Writer)
5.             LGWR (Log Writer)
หากมีการเลือกใช้ตัวเลือกพิเศษหรือ Option ขึ้นมา Oracle ก็จะสร้าง Process ต่อไปนี้
6.             ARCH (Archiver)
7.             CHPK (Check Point Process)
8.             RECO (Recoverer)
9.             Dispatcher (Dnn)
10.          Lock (LCKn)
11.          Shared Server (Snnn)
12.          Snapshot (SNAPn)
13.          Parallel Processes
14.          Etc.

Checkpoint (CKPT)
ทุกๆ 3วินาทีจะเกิดกระบวนการ Check point จะเก็บข้อมูลในcontrol file เพื่อจะชี้ไปในตำแหน่งที่ redo log file ในตำแหน่งที่จะทำซ้ำในรอบต่อไป เมื่อมีการเรียกcheckpoint จุประสงค์ของcheckpoint จะทำให้แน่ใจได้ว่าข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ใน Database Buffer Cache ได้แก้ไขก่อนถูกเขียนลงใน data file
Checkpoint ถูกนำไปใช้สำหรับเหตุผลดังต่อไปนี้
·       เพื่อทำให้แน่ใจว่าข้อมูลที่แก้ไขใหม่ถูกเขียนในdiskเป็นข้อมูลที่ถูกต้องในกรณีที่ระบบฐานข้อมูลล่ม
·       เพื่อลดเวลาในการทำซ้ำอีกครั้งcheckpoint จะจดบันทึกจุดที่ประมวลผลล่าสุดมาทำซ้ำใหม่อีกครั้ง
·       เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลทั้งหมดถูกเขียนลงในdata file ในระหว่างปิดเครื่อง
ข้อมูลของ Check point จะถูกเปลี่ยนตัวเลขด้วยระบบ ตำแหน่ง redo log จะเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ log และอย่างอื่นๆอีก

Process Monitor (PMON)   PMON จะทำหน้าที่ Process Recovery คือเมื่อ User Process ปิด Session ทิ้งแบบปกติ และไม่ปกติ PMON จะนำหน่วยความจำที่ User Process ใช้คืนมา และทำการปัดกวาดส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวกับโปรแกรมให้เรียบร้อย เช่น Reset สถานะของ Transaction Table ปลดล็อกต่าง ๆ ของผู้ใช้ ลบ Process ID จากรายการ Process ที่ใช้งานอยู่ (Active Process List)
เป็นต้น

Data System Monitor (SMON) SMON ทำหน้าที่
1.             กู้คืนฐานข้อมูล (Recovery Database) แบบ Instance Recovery ซึ่งอาจเกิดขึ้นเนื่องจากเครื่องหยุดทำงาน โดยไม่มีอุปกรณ์อะไรเสียหาย หรืออาจเกิดจากการปิดฐานข้อมูลที่ ไม่ปกติ ใช้เพื่อให้มที่ว่างมากๆ
2.             ลบข้อมูลในเซกเมนต์ชั่วคราว ( temporary segment ) ที่ไม่จำเป็นต้อง

3.             คอยรวบรวม Extent (ส่วนของไฟล์ข้อมูลที่ไม้ได้ใช้) ว่างๆ ที่ต่อเนื่องกัน
SMON จะทำงานเป็นช่วงๆ ตามกำหนด หรือถูกเรียกใช้โดย Process อื่นก็ได้

Base Writer ( DBWR )  การเขียนข้อมูลจาก Memory Buffer สู่ไฟล์ข้อมูลเป็น หน้าที่ของ Database Write Process (DBWR ) มีหน้าที่ดูแล Buffer ใน Buffer Cache ถูกเรียกใช้เช่น ถูกเขียนหรือ แก้ไขข้อมูลใน  Buffer นั้น มันจะถูกทำเครื่องหมายเป็น Dirty Buffer งานหลักของDBWR คือทำให้ Dirty Buffer เป็น Clean  Buffer โดยการบันทึก Dirty Buffer  ลงสู่ดิสก์ แต่ก่อนที่ จะบันทึกข้อมูลใดๆ ลงสู่ดิสก์ก็ต้องตรวจสอบก่อนว่ามีความจำเป็นที่ต้องกระทำหรือไม่ โดยการตรวจสอบ Buffer ใน Buffer Cache ว่ามีเพียงพอให้ User Process และ Server Process ใช้งานหรือไม่ หากไม่เพียงพอ DBWR จะจัดการให้มีจำนวน Buffer ว่างเพียงพอให้ User Process ใช้งานเสมอโดยใช้อัลกอริทึม LRU 
อัลกอลิทึม LRU ( Least Recently Used ) เป็นวิธีการที่จะคงข้อมูลที่ถูกใช้งานบ่อยๆ ไว้ในหน่วยความจำ เพื่อลดการอ่านเขียนดิสก์   แต่หากการอ่านเขียนข้อมูลส่วนใดที่อยู่ในหน่วยความจำแล้ว ไม่ค่อยได้ถูกเรียกใช้งานบ่อยนัก เมื่อถึงเวลาที่มีข้อมูลอื่นที่มีความจำเป็นที่ต้องถูกเรียกใช้ แต่เนื้อที่ในหน่วย ความจำมีไม่เพียงพอ ก็จะนำข้อมูลที่ไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนั้นออกไปจากหน่วยความจำ เพื่อให้เกิดเนื้อที่ว่างเพียง พอต่อการใช้งานของข้อมูลชุดใหม่แต่ก่อนจะนำข้อมูลชุดเก่าออกไปนั้นจะต้องบอกให้ DBWR Process บันทึกข้อมูลนั้นลงดิสก์ในกรณีที่ข้อมูลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงก่อน จากนั้นจึงค่อยทำให้หน่วยความจำนั้นว่าง เพื่อให้ผู้อื่นใช้ต่อไปDBWR จะเขียน Dirty Buffer ลงสู่ดิสก์เพื่อให้ผู้อื่นใช้ต่อไป
1.             Server Process พบว่าจำนวน Dirty Buffer ถึงจุดที่กำหนด (Threshold Length) จุดที่กำหนดนี้มีค่าเป็น 1.5 เท่าของค่าพารามิเตอร์ DB_BLOCK_WRITE_BATCH
2.             Server Processต้องการจำนวนBufferที่ว่างอยู่ให้มีเท่ากับค่า DB_BLOCK_MAX_SCAN_CNT ในรายการแสดง LRU แต่ถ้าไม่พอ มันจะหยุดหาและบอกให้ DBWR เขียนข้อมูล ลงดิสก์
3.             ทุกๆ ช่วงเวลา 3 วินาที
4.             เมื่อเกิดมีจุดตรวจสอบ (Check Point) LGWR Process จะบอก DBWR Processให้เขียนข้อมูลลงดิสก์
สำหรับใน 2 กรณีแรก DBWR จะเขียนข้อมูลใน Dirty List ลงดิสก์ด้วยวิธี Single Multi- Block Write จำนวนบล็อกที่จะบันทึกนี้กำหนดโดยค่าพารามิเตอร์  DB_BLOCK_WRITE_BATCH หากจำนวน Dirty  Block ใน Dirty List มีไม่ถึงค่าของพารามิเตอร์นั้น DBWR จะเอา Buffer ใน LRU มาเพิ่ม เพื่อให้เท่ากับค่าของพารามิเตอร์หลัก จึงบันทึกข้อมูลลงดิสก์ช่วงเวลา ( Time Out ) จะเกิดขึ้นเมื่อ DWBR ไม่ได้ทำงานเลยเป็นเวลาติดต่อกัน 3วินาที ในกรณีนี้คือ DWBR จะบันทึก Dirty Buffer ในรายการแสดง LRU ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 2 เท่าของค่า พารามิเตอร์ DB_BLOCK_WRITE_BATCH ถ้าฐานข้อมูลอยู่ในสถานะที่ไม่ได้ทำงานอะไร ( Idle ) DBWR จะบันทึกทั้ง Buffer Cache  การตรวจสอบตามจุดต่างๆ (Check Point) เกิดขึ้นเมื่อ Log Write Process ระบุBuffer ที่ต้องการให้บันทึกลงไฟล์มาให้ DBWR ทราบ DBWR จะทำการบันทึก Buffer เหล่านั้นลงไฟล์ เครื่องคอมพิวเตอร์บางแบบอาจมี DBWR ได้หลาย Process ต่อ 1 Instance เพื่อความรวดเร็วในการเขียนข้อมูล โดยที่ DBWR แต่ละตัวทำงานเป็นอิสระต่อกันจำนวน DBWR Process กำหนดโดยค่าพารามิเตอร์ DB_WRITERS มักจะใช้เมื่อมีไฟล์ ข้อมูลกระจายอยู่ในดิสก์หลายตัว

Log Write (LGWR) Redo Log Buffer ถูกเขียนลง Redo Log Buffer ในดิสก์โดย Log Write Process (LGWR) โดย LGWR จะดูแลการจัดการ Redo Log Buffer และจะเขียน Bufferใน Redo Log Buffer ลง Redo Log File เมื่อ
-              มีการ บันทึก (commit)
-              ทุกๆ 3 วินาที                                                       
-              มีการใช้ Redo Buffer ไป 1 ใน 3 ของทั้งหมด
-              DBWR บันทึกข้อมูลที่ถูกแก้ไขลงดิสก์
Redo Log Buffer เป็น Buffer แบบหมุนเวียน คือใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทันที หลังจากที่ LGWR ทำการเขียนรายการใน Redo Log Buffer ลง Redo Log File เรียบร้อยแล้ว เมื่อมีการบันทึกรายการ (Transaction) รายการนั้นจะได้รับเลข System Change Number (SCN) อยู่ในรายการ นั้นด้วย เพื่อใช้ในการสำรองข้อมูลแบบออนไลน์
ในบางขณะที่มีงานมากๆ LGWR กำลังบันทึกข้อมูลเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Group Commit เช่นในขณะที่ LGWR กำลังบันทึกข้อมูลลงดิสก์   มีรายการอื่นที่พร้อมสำหรับการบันทึกแล้วแต่ไม่สามารถ บันทึกได้ ต้องรอให้การบันทึกครั้งแรกเสร็จเรียบร้อยก่อน เมื่อรายการแรกเสร็จเสร็จแล้ว LGWR จะมาดูในLog Buffer ว่ามีรายการใดบ้างที่รออยู่ จากนั้นจะรวบรวมรายการทั้งหมด และทำการบันทึกรายการเหล่านั้น ลงดิสก์ครั้งเดียวเป็นการลด I/O  อีกทั้งประสิทธิภาพของระบบดีขึ้น     หากใน Instance ไม่มี CKPT Process อยู่ LGWR Process จะต้องดูแลเรื่องการบันทึก การตรวจสอบตามจุดต่างๆ ( Check Point ) ที่เกิดขึ้นกับทุกๆ ไฟล์ข้อมูลด้วย

Archiver (ARCH) ARCH ดูแลการคัดลอก ( Copy ) รายการใน Online Redo Log File  ที่เต็ม ไปไว้ที่ไฟล์ หรือ อุปกรณ์ที่กำหนด โดย ARCH จะทำงานโดยอัตโนมัติหากเราสร้างฐานข้อมูล แบบ Archive Log และขณะใช้งานมีการกำหนดให้เป็น Automatic Archiving รายละเอียดจะอยู่ในเรื่องของการสำรองข้อมูล ( Backup ) และกู้คืนข้อมูล ( Recovery )การตรวจสอบตามจุดต่างๆ ( Checkpoint หรือ CHPK )
การตรวจสอบตามจุดต่างๆ ( Checkpoint) เกิดขึ้นเมื่อ DBWR ทำการบันทึกข้อมูลทั้ง ที่บันทึกแล้วและยังไม่ได้บันทึกข้อมูลลงไฟล์ข้อมูล ด้วยเหตุผลดังนี้ บางครั้งเมื่อไม่มีการเรียกใช้ข้อมูลบาง บล็อกเป็นประจำ ตามหลักของ LRU แล้วจะทำให้ไม่มีการบันทึกข้อมูลบล็อกนั้นลงดิสก์เป็นเวลานาน และ บางครั้งนานเกินไป ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบเป็นจุดๆ ไปเพื่อให้ ข้อมูลบันทึกลงดิสก์บ้าง

การกู้คืนข้อมูล ( Recovery หรือ RECO)
RECO ใช้ในกรณีที่มีข้อเลือกฐานข้อมูลแบบ Distributed อยู่ในระบบ RECO ทำหน้าที่ แก้ปัญหาที่เกิดจากรายการที่เป็นแบบ Distributed เช่น เมื่อเกิด In-Doubt Transaction รายการต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องจะถูกลบออกจากเทเบิลรายการ ( Transaction Table ) เพื่อให้รายการเหล่านั้นคืนกลับสภาพเดิม ถ้าหาก RECO พยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาในเครื่องแม่ข่ายที่เกี่ยวข้อง แล้วพบว่าสามารถทำได้เนื่อง จากสาเหตุของการสื่อสาร RECO จะพยายามใหม่จนกว่าจะทำสำเร็จ การพยายามใหม่ทุกครั้งนี้จะทิ้งระยะ ห่างขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้โอกาสเจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้เรียบร้อยก่อนRECO จะถูกสร้างขึ้นเมื่อระบบสามารถใช้   Distribute Transaction ได้ และค่าพารามิเตอร์ distribute_transactions จะต้องมากกว่าศูนย์

Database structure
Oracle Files
เราสามารถแบ่ง Database ออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่ใช้ใน RDBMS ซึ่งเรียกว่า System database Object    และส่วนที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลด้วยกระบวนการต่างๆ เรียกว่า User Database Object
System Database Object มีส่วนประกอบคือ
-              The initialization parameter file(s)
-              The control file
-              Online redo log files
-              The archived redo logs
-              The trace file(s)
-              The ROWID
-              Oracle blocks
ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดดังต่อไปนี้
The Initialization Parameter file(s)  หรือ init.ora เป็นส่วนประกอบหลักของ RDBMS คือกลุ่มของ configuration key และค่าของkey ที่บอกความแตกต่างของ database และ instance มี ลักษณะเป็น ASCII text file ที่อยู่ใน $ORACLE_HOME/dbsใน UNIX serverและอยู่$ORACLE_HOME/database ใน Windows NT server โดยจะมีdefault name เป็น initSID.ora ซึ่งใน file นี้จะมี SID
เป็นตัวแทนสำหรับ Database ที่มันทำหน้าที่ควบคุมอยู่ ใน UNIX server จะค้นหาfile นี้เมื่อมีการเริ่มต้น การทำงานของ
Database ซึ่ง file init.ora จะถูกอ่านเมื่อมีเริ่มการทำงาน database ซึ่งจะถูกอ่านก่อน created file, และcontrol file init.ora จะค้นหา database และ instance

The Control File เป็นส่วนสำคัญของ database ทำหน้าที่เก็บข้อมูลของ data files และ redo log files, ตรวจดูว่าจะเก็บข้อมูลแบบใดลงใน database, เก็บสถานะของฐานข้อมูลและอื่นๆ ค่าต่างๆที่ทำถูกเก็บลง control นั้นจะถูกกำหนดระหว่างสร้างdatabase หรือขณะสถานะของ database คงที่ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะอยู่ในรูปของ binary code และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือถ้าจะทำการเปลี่ยน แปลงจะทำได้ยาก     เพื่อป้องการความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ Control file จึงควรมีการสำรอง control file ไว้เพราะถ้า Oracle ไม่สามารถอ่าน control file จะไม่สามารถใช้งาน data file ได้แต่ถ้าอ่าน control fileหนึ่งได้ก็จะสามารถเปิด data file ได้ทันที แม้ว่าจะสามารถสร้าง control fileใหม่ได้แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการทำ mirror ซึ่งในการติดตั้ง Oracle ถ้าบอกให้ oracle ทำการสำรอง log file มันจะทำการสำรอง control file โดยอัตโนมัติ

 Online Redo Log Files เป็น redo file log ที่ติดต่ออยู่กับ database ขณะที่มีการ ทำงาน ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและคำสั่งที่เกิดขึ้นในระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้ตอนเกิดเหตุขัดข้องกับระบบฐานข้อมูล เช่น ขณะทำงานอยู่เกิดไฟดับ หรือระบบเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดมีปัญหาไม่สามารถทำงานต่อไปได้
(System Cash) ข้อมูลบางอย่างที่ยังค้างอยู่ในหน่วยความจำอาจสูญหายไป เราสามารถนำข้อมูลเหล่านั้น กลับมาได้โดยอ่านข้อมูลที่เก็บอยู่ใน file log  แล้วนำมาปรับปรุง data file เพื่อกู้ข้อมูลที่สูญหายกลับคืนมา หลักการเก็บข้อมูลลงใน file log คือเมื่อเริ่มต้นทำงานฐานข้อมูล Oracle จะจองเนื้อที่ในหน่วยความจำเพื่อใช้ทำงานเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆเมื่อมีคำสั่งเพิ่มหรือลบข้อมูลใน table ก็จะไปทำในหน่วย ความจำก่อน เพื่อความรวดเร็วทุกครั้งที่มีคำสั่งเพิ่มหรือลดข้อมูลใน table คำสั่งเหล่านั้นจะถูก copy จากShear SQL Area ไปเก็บไว้ใน Redo Log Buffer ก่อนที่จะบันทึกลง file log ด้วย Process LGWR Redo Log Buffer เป็น Buffer แบบหมุนเวียนคือใช้แล้วสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ทันที   หลังจากที่LGWR  ทำการเขียนรายการลงใน Redo log Buffer ลง Redo Log File  เรียบร้อย เมื่อมีการ บันทึกรายการ(Transaction)รายการนั้นจะได้รับหมายเลข System Change Number (SCN) อยู่ในราย การนั้นด้วยเพื่อใช้สำรองข้อมูลแบบ online
ในบางขณะที่มีงานมากๆ LGWR อาจบันทึกข้อเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Group Commit เช่น ขณะที่ LGWR กำลังบันทึกข้อมูลลง disk มีรายการอื่นๆ ที่พร้อมสำหรับการบันทึกแล้วแต่ยังไม่สามารถ บันทึกได้ ต้องรอให้การบันทึกครั้งแรกเสร็จเรียบร้อยก่อน เมื่อรายการแรกเสร็จ LGWR จะมาดูใน Log Buffer ว่ามีรายการใดบ้างรออยู่ จากนั้นจะรวบรวมรายการทั้งหมดและบันทึกลง disk ครั้งเดียวเป็นการลดI/O อีกทั้งทำให้ประสิทธิภาพของระบบดีขึ้น

The Trace File(s) Background process และ user process จะสร้าง Trace Fileไว้สำหรับเก็บข้อมูลต่างๆของมัน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับความผิดพลาดภายใน (Internal
Error) ข้อมูลเหล่านี้อาจแก้ปัญหาของระบบแล้วยังสมารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ ได้ด้วย
ปกติ Trace File จะอยู่ในไดเร็กทอรี่ ORACLE_HOME\RDBMSxx\ADMIN\TRACE
(xx = 70, 71,72,73,80 ขึ้นอยู่กับเวอร์ชั่นของ ORACLE ที่ ใช้อยู่)

ROWID เป็นชนิดของข้อมูลที่ใช้ภายใน ORACLE โดยประกอบขึ้นจากข้อมูลสามส่วนคือ Block, Row และ File เพื่อใช้ชี้ตำแหน่งที่จัดเก็บข้อมูลที่แท้จริงของแต่ละรายการ เช่น ข้อมูลมี ROWID เท่ากับ 00000022.00001.0002 หมายถึงตำแหน่งของข้อมูลรายการที่ 1 ของ table ใน block ที่ 22 ใน fileที่ 2 ของระบบฐานข้อมูล เป็นต้น แต่รายการจะมีหมายเลข ROWID ที่ไม่ซ้ำกับรายการอื่นในฐานข้อมูลเลย
ผู้ใช้ทั่วไปไม่ควรสร้างคอลัมน์แบบ ROWID เองแต่ให้ใช้อ้างอิงจากคอลัมน์ ROWID ที่ORACLE Workgroup Server สร้างขึ้นมา

Oracle Blocks คือ หน่วยเก็บข้อมูลระดับล่างสุด มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่ง Oracle Blockนี้ไม่ควรที่จะปะปนอยู่กับ operating system block ถึงแม้ว่า Oracle Block จะสร้างมาจาก operating system block แต่มันก็ไม่เหมือนกัน     ในการ access ข้อมูลก็จะทำในรูปแบบของ Oracle Block ขนาดของ Oracle Block จะมีหน่วยเป็น Byte RDBMS จะอ่านหรือเขียน data files ด้วย I/O เพียงตัวเดียวเท่านั้น ซึ่ง   Database object size และ block ใน memory และ cache ก็จะถูก set ให้เป็น Oracle block เช่นกัน   ใน Oracle Block จะเก็บ header ,การ update ข้อมูลภายใน block และข้อมูลใน blockขณะนั้น block header จะเก็บข้อมูลพวก database segments, ต้องใช้กี่ transactions ในการ เข้าถึงข้อมูลใน block 1 ครั้ง เป็นต้น

User Database Objects
User database objects เป็น object ที่ไม่ใช้เพียงแต่ใน ORACLE RDBMS และทุก User database objects ยกเว้น data files เป็น logical database objects หมายความว่ามันมี เฉพาะรูปแบบและนิยามของมันใน context ของ Oracle server
User database objects ประกอบด้วย data files, extents, table space และ data segments ซึ่ง
จะอธิบายดังต่อไปนี้

Data files   Fileข้อมูลถูกสร้างขึ้นตอนติดตั้ง ORACLE เราอาจสร้างเองได้โดยใช้คำสั่ง Create Database   Data Files เป็นที่จัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้ และ Data Dictionary อย่าพยายามแก้ไข file เหล่านี้โดยตรงหรือโดยโปรแกรมใดๆ เพราะจะทำให้ข้อมูลเสียหายได้ แต่ให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมผ่านโปรแกรมของ ORACLE หรือโดยคำสั่ง SQL แทน ORACLE ใช้ใน File ข้อมูลเหล่านี้เก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลของผู้ใช้เท่านั้นแต่ ยังใช้จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับดัชนี (Index), Rollback Segment และอื่นๆ

Extents เป็นหน่วยของที่เก็บข้อมูลซึ่งแต่ละ database segment จะต้องมี extents เป็นส่วนประกอบและ extents แต่ละตัวใน database segment จะมีขนาดเท่ากันหรือต่างกันก็ได้ ใน Oracle7.3 จำนวนของ extent ที่มากที่สุดจะขึ้นอยู่กับขนาดของ Oracle block

Tablespaces  เป็นที่เก็บกลุ่มของ object file ซึ่ง  Object file นี้ก็ประกอบไปด้วย ไฟล์ หลายไฟล์ในการสร้างobject file ขึ้นมานั้นจะต้องระบุ  tablespace ให้กับมันด้วยซึ่ง  tablespace นี้จะทำ การ mapping ข้อมูลต่างๆในfile ให้อยู่แล้วโดยที่เราไม่ต้องกังวลวาข้อมูลจะไปอยู่คนละ disk กัน นอกจากนี้ tablaspace ยังสามารถทำเป็น RAIDได้ด้วย

Database Segments เป็น object ที่ user สร้างขึ้นใน database ประกอบไปด้วยtables, indexes, rollback segment, table clusters และ hash cluster

Tables   เป็น database segments ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล ในหนึ่ง table จะประกอบไปด้วยคอลัมน์1 คอลัมน์ขึ้นไป และแต่ละคอลัมน์ จะถูกระบุชื่อและ data type ที่มันจะเก็บdata type ของแต่ละคอลัมน์จะระบุถึงชนิด และขนาดหรือความระเอียดของข้อมูลที่จะเก็บ data typeใน ORACLE มีดังต่อไปนี้


Data Type                                           Description                                                                                   Max Size
CHAR                                   Fixed-length character field, Padded with trailing blanks                      255 bytes
VARCHAR                          Variable-length character field2KB                                                                4KB
LONG                                   Variable-length character data                                                                         2GB


Note ควรใช้ VARCHAR2 มากกว่า VARCHAR เพราะ VARCHAR เป็นมาตรฐานของ ANSI ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ แต่ VARCHAR2 นั้นทาง ORACLE รับรองว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดภายใน

Indexes เป็น data segments ชนิดหนึ่งทำให้ access ข้อมูลเฉพาะเร็วขึ้น index 1 ตัวจะเก็บค่าจากคอลัมน์ต่างๆใน table และ ROWID ที่สัมพันธ์กับค่า นั้นไว้ เมื่อ ORACLE ต้องการหาแถวหนึ่งๆใน table ก็จะหา ROWID ใน index แล้วจึงดึงข้อมูลออกมาจาก table

Rollback Segment   ใช้ในการเก็บค่าเก่าที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากคำสั่ง Update หรือ Delete สำหรับกรณีที่ต้องการยกเลิกคำสั่งนั้น ORACLE ก็จะนำค่าเก่าที่อยู่ใน segment นี้ไปเขียนทับค่าที่เปลี่ยนไปในคอลัมน์ให้เป็นค่าเก่า โดยปกติ ORACLE จะเลือก rollback segment ที่ว่าง หรือรับงานน้อยที่สุดให้กับรายการให้กับเรา แต่ถ้าหากเราต้องการเลือก Rollback Segment เองก็ให้ใช้ คำสั่ง   Set transaction use rollback segment segment _name; เมื่อเราสร้างฐานข้อมูลขึ้นมา ORACLE จะสร้าง Rollback Segment ชื่อ system ให้โดยอัตโนมัติ แต่ขอแนะนำให้สร้างเพิ่มอีก 2-3 Segment ใน tablespaces อื่นที่เราสร้างรอไว้ก่อนเพื่อรองรับจำนวนรายการพร้อมๆ กันมากๆ แต่หากเรา ใช้ Script ของ ORACLE ในการสร้าง ฐานข้อมูลสาธิต ORACLE จะสร้าง tablespaces ให้ 4 tablespaces คือ System, User_Data, Temporary_Data และ Rollback_Data และสร้าง Rollback Segment ใน tablespaces Rollback_Date ให้อีก 4 Segment หรือมากกว่านั้น นอกเหนือจาก Roll back Segment System
Rollback Segment ก็เหมือนกับ Segment ชนิดอื่นๆ คือจะมีแต่ขนาดไม่มีการลดจน กว่าจะลบแล้วสร้างใหม่ บางกรณีทำให้พื้นที่ว่างใน Tablespaces ไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณรายการ ที่เข้ามาพร้อมๆกันได้ ORACLE  จึงมีทางเลือกให้กำหนดขนาดที่เหมาะสมด้วยการระบุคำ Optimal Size ไว้ ในวลี Storage ซึ่งเป็นผลให้ segment ใดที่เมื่อรายการก่อนใช้เกินขนาดของ optimal ขึ้นมา รายการถัด มาจะได้รับ Rollback Segment ที่ถูกทำให้มีขนาดเล็กลงเท่ากับค่าที่ประกาศไว้ใน Optonal ก่อนแล้วจึง ยื่นรายการนั้นไปใช้งาน

Table Clusters เป็นรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลใน table หลาย table ที่ เราเรียกขึ้นมาใช้ join กันบ่อยครั้งให้ใช้เวลาน้อยลง และ join ข้อมูลให้รวดเร็วโดยใช้หลักง่ายๆคือ คอลัมน์ ที่ใช้   join (หรือ cluster key)   ก็จะเก็บไว้ที่ตำแหน่งเดียวกัน คอลัมน์จากทั้งสอง table หรือมากว่านั้นก็จะชี้มาที่เดียวกัน ถึงเวลาอ่านก็จะอ่านเพียงครั้งเดียวทำให้เวลาสั้นกว่าการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมมาก

Hash Clusters ใน   hash cluster Tables   จะถูกเรียงตามค่า hash value ที่เกิดจากการนำค่า primary key ไปเข้า hash function และการที่จะค้นหาข้อมูลใน   hash clusters นั้น ทำโดยการนำค่า primary key ไปเข้า hash function และจะได้ค่า hash values ซึ่งจะชี้ตำแหน่งของ block ของข้อมูลที่เราต้องการ

ความรู้เรื่องซอร์ฟแวร์

ความรู้เรื่องซอร์ฟแวร์

ความรู้ซอร์ฟแวร์

ความรู้เรื่องซอร์ฟแวร์

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องฮาร์ดแวร์

คอมพิวเตอร์ศึกษา การศึกษาเรื่อง ฮาร์ดแวร์ และความหมายของเทคโนโลยีที่เลือก

                    หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)  หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน  ดังภาพ











ประเภทของเทคโนโลยีที่เลือก   พร้อมกับประโยชน์  ข้อจำกัดและบทบาทของเทคโนโลยีที่เลือก
ส่วนรับข้อมูล (Input)

            เป็นอุปกรณ์รับเข้าทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้ กันเป็นส่วนใหญ่ คือ
1.คีย์บอร์ด


            เป็นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ต้องมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะรับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัสเพื่อ ส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์แป้นพิมพ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลจะมีจำนวนตั้งแต่ 50 แป้นขึ้นไปแผงแป้นอักขระส่วนใหญ่ มีแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหากเพื่อทำให้การป้อนข้อมูลตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้นการวางตำแหน่งแป้นอักขระจะ เป็นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่องพิมพ์ดีดที่มีการใช้แป้นยกแคร่ (shift) เพื่อทำให้สามารถใช้พิมพ์ ได้ทั้งตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ ใหญ่และตัวพิมพ์เล็กซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ใช้ ใน ทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้นพิมพ์แผงแป้นอักขระจะส่งรหัสขนาด 7 หรือ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์เมื่อนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งานพิมพ์ภาษาไทยจึงต้องมีการดัดแปลงแผง แป้นอักขระให้สามารถใช้งานได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยกลุ่มแป้นที่ใช้พิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยจะเป็นกลุ่มแป้น เดียวกับภาษาอังกฤษแต่จะใช้แป้นพิเศษแป้นหนึ่งทำหน้าที่สลับเปลี่ยนการพิมพ์ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษภายใต้ การควบคุมของซอฟต์แวร์อีกชั้นหนึ่งแผงแป้นอักขระสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตระกูลไอบีเอ็มที่ผลิตออามารุ่น แรกๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จะเป็นแป้นรวมทั้งหมด 83 แป้นซึ่งเรียกว่าแผงแป้นอักขระพีซีเอ็กซ์ทีต่อมาในปี พ.ศ. 2527 บริษัท ไอบีเอ็มได้ ปรับปรุงแผงแป้นอักขระกำหนดสัญญาณทางไฟฟ้าของแป้นขึ้นใหม่จัดตำแหน่งและขนาดแป้นให้ เหมาะสมดียิ่งขึ้นโดยมีจำนวนแป้นรวม 84 แป้น เรียกว่า แผงแป้นอักขระพีซีเอทีและในเวลาต่อมาก็ได้ปรับปรุงแผง แป้นอักขระขึ้นพร้อมๆ กับการออกเครื่องรุ่น PS/2 โดยใช้สัญญาณทางไฟฟ้า เช่น เดียวกับแผงแป้นอักขระรุ่นเอทีเดิม และเพิ่มจำนวนแป้นอีก 17 แป้นรวมเป็น 101 แป้นการเลือกซื้อแผงแป้นอักขระควรพิจารณารุ่นใหม่ที่เป็นมาตรฐาน และสามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่สำหรับเครื่องขนาดกระเป๋าหิ้วไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊คขนาด ของแผงแป้นอักขระยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานเพราะผู้ผลิตต้องการพัฒนาให้เครื่องมีขนาดเล็กลงโดยลดจำนวนแป้น ลงแล้วใช้แป้นหลายแป้นพร้อมกันเพื่อทำงานได้เหมือนแป้นเดียว

2. เมาส์
 ซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ที่พัฒนาในระยะหลังๆ นี้สามารถติดต่อกับผู้ใช้โดยการใช้รูปกราฟิกแทน คำสั่งมีการใช้งานเป็นช่วงหน้าต่างและเลือกรายการหรือคำสั่งด้วยภาพหรือสัญรูป (icon) อุปกรณ์รับ เข้าที่นิยมใช้จึงเป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่เรียกว่า เมาส์ เมาส์เป็นอุปกรณ์ที่ให้ความรู้สึกที่ดีต่อการ ใช้งานช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้นด้วยการใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพในขณะที่ สายตาจับอยู่ที่จอภาพก็สามารถใช้มือลากเมาส์ไปมาได้ระยะทางและทิศทางของตัวชี้จะสัมพันธ์และ เป็นไปในแนวทางเดียวกับการเลื่อนเมาส์ เมาส์แบ่งได้เป็นสองแบบคือแบบทางกลและแบบใช้เแสง แบบทางกลเป็นแบบที่ใช้ลูกกลิ้งกลมที่มีน้ำหนักและแรงเสียดทานพอดีเมื่อเลื่อนเมาส์ไปในทิศ ทางใดจะทำให้ลูกกลิ้งเคลื่อนไปมาในทิศทางนั้นลูกกลิ้งจะทำให้กลไกซึ่งทำหน้าที่ปรับแกนหมุนใน แกน X และแกน Y แล้วส่งผลไปเลื่อนตำแหน่งตัวชี้บนจอภาพเมาส์แบบทางกลนี้มีโครงสร้างที่ออก แบบได้ง่ายมีรูปร่างพอเหมาะมือส่วนลูกกลิ้งจะต้องออกแบบให้กลิ้งได้ง่ายและไม่ลื่นไถลสามารถ ควบคุมความเร็วได้อย่างต่อเนื่องสัมพันธ์ระหว่างทางเดินของเมาส์และจอภาพเมาส์แบบใช้แสงอาศัย หลักการส่งแสงจากเมาส์ลงไปบนแผ่นรองเมาส์ (mouse pad)



3.หน่วยประมวลผลกลาง(Central Processing Unit : CPU)
              เปรียบเสมือนหัวใจของคอมพิวเตอร์หากไม่มีสิ่งนี้คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถที่จะทำงานได้ในอดีตนั้น CPU จะมีความเร็วในการประมวลผลที่ช้ามากโดยเท่าที่ทราบนั้น CPU ที่เข้ามาแพร่หลายในเมืองไทยและเป็นที่นิยมกันมากในยุคแรกๆ ก็จะเป็น รุ่น 386,486,486sx และ 486Dx4 ซึ่งเป็นของบริษัท Intel โดยจะมีความเร็วในการประมวลผลไม่เกิน 75 MHz. ในยุคต่อมาได้เกิดบริษัทผู้ผลิต CPU ออกมาแข่งขันกันมากมายไม่ว่าจะเป็น Intel,Cyrix และ AMD ซึ่งในช่วงนั้นความเร็วในการประมวลผลประมาณ 75 - 233 MHz. ต่อมา CPU ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ และบริษัทผู้ผลิตก็เหลือเพียง 2 บริษัทที่แข่งขันกัน ก็คือ Intel และ AMD ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้ต่างพัฒนา CPU ออกมาแข่งขันกันมากมายหลายรุ่นรองรับการทำงานหลากหลายประเภท และปรับปรุงพัฒนาความเร็วในการประมวลผลในปัจจุบันถึง 3.2 GHz.( ที่มีขายในท้องตลาดปัจจุบัน ) และในอนาคตอันใกล้นี้ CPU ก็จะมีการพัฒนาจนถึง 4.4 GHz. ในปลายปี 2548 นี้
4.เมนบอร์ด (Mainboard)

            คือแผงวงจรหลักที่ใช้ในการเชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยบนเมนบอร์ดนี้จะมีระบบควบคุมต่างๆ (Controller) ทั้งอุปกรณ์เชื่อมต่อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่สำคัญบนเมนบอร์ด ไม่ว่าจะเป็นหน่วยความจำหลัก หน่วยความจำชั่วคราว รวมถึงระบบโอนถ่ายข้อมูลต่างๆ (Bus) ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเมนบอร์ดให้รองรับ CPU รูปแบบใหม่ๆ รวมถึงอุปกรณ์ใหม่ๆ มากขึ้น โดยมีบริษัทที่แข่งขันกันผลิตเมนบอร์ดนั้นมีมากมาย แต่ที่เป็นที่นิยมและแพร่หลายกันในปัจจุบันได้แก่ ASUS , Gigabyte , Intel และ MSI ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็ผลิตออกมาหลากหลายรุ่นให้เราได้เลือกใช้กันตามความเหมาะสม ซึ่งเราจะเลือกใช้รุ่นใดนั้นก็ต้องปรึกษาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะเพื่อความเหมาะสมและประหยัดงบประมาณของเรามากที่สุด
5. หน่วยความจำ (Ram)

            หน่วยความจำ หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า แรม คือหน่วยความจำหลักที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อส่งไปให้ CPU ทำการประมวลผล ซึ่งวิวัฒนาการของแรมนั้นก็ได้มีการพัฒนามาควบคู่กับ CPU โดยในอดีตนั้นก็จะเป็น SIMM RAM ต่อมาก็พัฒนามาเป็น EDO RAM , SD RAM , RD RAM จนในปัจจุบันเป็น DDR RAM ซึ่งการพัฒนานั้นนอกจากที่จะพัฒนาในเรื่องของรูปแบบของแรม ขนาดความจุแล้ว ยังมีการพัฒนาความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลด้วย โดยในอดีตจะมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลประมาณ 66 MHz จนถึง 667 MHz ในปัจจุบัน ( ที่มีขายในท้องตลาดบ้านเราจะมีความเร็วอยู่ที่ 400 MHz )

หน่วยประมวลผลกลาง ( Central Processing Unit)
            หน่วยประมวลผลกลางเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ซีพียู (Central Processing Unit : CPU) หน่วยประมวลผลกลางเป็นส่วนที่สำคัญของคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากจนถึงขั้นสามารถผลิตวงจรหน่วยประมวลผลกลางทั้งวงจรไว้ในชิพเพียงตัวเดียวได้ ชิพหน่วยประมวลผลกลางนี้มีชื่อเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์  

 
                                                                                                                                ไมโครโพรเซสเซอร์
หน่วยประมวลผลกลางแบ่งออกเป็น 2 หน่วย คือ หน่วยควบคุม (control unit) และหน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic Logic Unit : ALU)
            * หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ในการควบคุมลำดับการทำงานภายในหน่วยประมวลผล กลางระหว่างประมวลผล
            *หน่วยคำนวณและตรรกะ ทำหน้าที่นำข้อมูลซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าแบบตัวเลขฐานสองมาประมวลผลทางคณิตศาสตร์ และตรรกศาสตร์
                   การทำงานนี้จะเป็นไปตามคำสั่งในโปรแกรม     เริ่มด้วยหน่วยประมวลผลจะอ่านคำสั่งและข้อมูลต่างๆ จากหน่วยรับเข้าเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลัก หลังจากนั้นหน่วยประมวลผลกลางจะอ่านคำสั่งจากหน่วยความจำทีละคำสั่งมาตีความหมายและกระทำตาม การกระทำดังกล่าวจะกระทำอย่างรวดเร็วมาก หน่วยประมวลผลกลางสามารถอ่านคำสั่งมาตีความหมายและกระทำตามได้หลายล้านคำสั่งต่อวินาที ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วนี้เอง  ทำให้หน่วยประมวลผล กลางสามารถทำการประมวลผลได้มากและรวดเร็ว
                  พัฒนาการของหน่วยประมวลผลกลางได้เริ่มจากการให้หน่วยประมวลผลกลางอ่าน     ข้อมูลจากหน่วยความจำหลักด้วยรหัสเลขฐานสอง ครั้งละ 8 บิต เรียกซีพียูแบบนี้ว่าซีพียูขนาด 8 บิต ต่อมาเมื่อสร้างหน่วยประมวลผลกลางได้ดีขึ้นทำให้อ่านคำสั่งหรือข้อมูลเข้ามาได้ครั้งละ 16 บิต การประมวลผลก็กระทำครั้งละ 16 บิตด้วย เรียกซีพียูแบบนี้ว่าซีพียูขนาด 16 บิต ปัจจุบันซีพียูที่ใช้งานสามารถอ่านคำสั่ง หรือข้อมูลได้ถึงครั้งละ 128  บิต ทำให้ทำงานได้มากและรวดเร็วขึ้น
            กลไกการทำงานของซีพียูมีจังหวะการทำงานที่แน่นอนเช่น อ่านข้อมูลจากอุปกรณ์รับเข้าเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลัก อ่านข้อมูลจากหน่วยความจำหลักแล้วนำมาตีความหมายคำสั่งในซีพียู ดำเนินการตามที่คำสั่งนั้นบอกให้กระทำ การกระทำเหล่านี้เป็นจังหวะที่แน่นอน การกำหนดความเร็วของจังหวะจะใช้สัญญาณนาฬิกาที่มีความเร็วสูงมาก ซีพียูรุ่นใหม่ๆ สามารถใช้สัญญาณนาฬิกาที่มีความเร็วได้สูงกว่า 2  กิกะเฮิรตซ์
วิวัฒนาการของไมโครโพรเซสเซอร์  
1.ไมโครโพรเซสเซอร์ 8086  เริ่มพัฒนาและนำออกมาใช้งานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523  เป็นซีพียูขนาด 16 บิต อย่างไรก็ดีบริษัทผู้ผลิตได้ผลิตซีพียูรุ่น 8088 ในเวลาต่อมา  และกลายเป็นซีพียูของไมโครคอมพิวเตอร์ ซีพียูรุ่นนี้มีโครงสร้างการทำงานที่ต่อเชื่อมกับหน่วยความจำหลักโดยตรงได้มากถึง 1  เมกะไบต์  หน่วยของหน่วยความจำ เป็นดังนี้

1 ไบต์   (byte)
1 กิโลไบต์ (kilobyte)
1 เมกะไบต์ (megabyte)
1 กิกะไบต์ (gigabyte)
เท่ากับ
เท่ากับ
เท่ากับ
เท่ากับ
8 บิต
1024 ไบต์
1024 กิโลไบต์
1024 เมกะไบต์

2.ไมโครโพรเซสเซอร์ 80286  เป็นพัฒนาการรุ่นต่อมาของ 8086  นำออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2526  ต่อมากลายเป็นซีพียูของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ รุ่นเอที ขีดความสามารถของ 80286 ยังคงเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 16 บิต แต่สามารถเชื่อมต่อกับหน่วยความจำหลักได้โดยตรงถึง 16 เมกะไบต์  
3.ไมโครโพรเซสเซอร์ 80386  เป็นซีพียูรุ่นที่สามที่ใช้ในไมโครคอมพิวเตอร์ นำออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2529 ซีพียูรุ่นนี้เป็นซีพียูขนาด 32 บิต มีประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่า 80286 มาก โดยเฉพาะโครงสร้างการเชื่อมต่อกับหน่วยความจำสามารถต่อได้ถึง 4 กิกะไบต์    
4.ไมโครโพรเซสเซอร์ 80486  พัฒนาต่อเนื่องมาจาก 80386  เริ่มผลิตออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2533 ซีพียูตัวนี้ยังคงเป็นซีพียูแบบ 80386  แต่เพิ่มขีดความสามารถในการคำนวณจำนวนจริง  ไมโครโพรเซสเซอร์นี้มีสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนขึ้น   มีจำนวนทรานซิสเตอร์กว่าหนึ่งล้านตัวในชิพเดียวกัน
5.ไมโครโพรเซสเซอร์ที่สูงกว่าไมโครโพรเซสเซอร์ 80486 บริษัทผู้ผลิตได้เปลี่ยนชื่อรุ่นซีพียูจากการใช้หมายเลขมาเป็นชื่อทางการค้า เช่น  เพนเตียม (pentium)   เอทรอน(athlon)  ซึ่งซีพียูนี้มีจำนวนทรานซิสเตอร์มากกว่าสามล้านตัวเป็นซีพียูขนาด 64 บิต  และทำงานได้เร็วกว่าไมโครโพรเซสเซอร์ 80486  โดยเฉพาะมีการทำงานภายในด้วยกระบวนการทำงานแบบขนานเพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น
พัฒนาการของหน่วยประมวลผลกลางก้าวหน้าตลอดเวลา มีผู้ผลิตหน่วยประมวลผล กลางจากหลายบริษัท แต่ละบริษัทได้พัฒนาขีดความสามารถที่แตกต่างกัน ในอนาคตหน่วยประมวลผลกลางจะได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถสูงขึ้นอีกมาก  

ส่วนแสดงผล (Output)



เป็นอุปกรณ์ส่งออก (output device) ทำหน้าที่แสดงผลจากการประมวลผล โดยนำผลที่ได้ออกจากหน่วยความจำหลักแสดงให้ผู้ใช้ได้เห็นทางอุปกรณ์ส่งออก อุปกรณ์ส่งออกที่นิยมใช้ส่วนใหญ่คือ จอภาพ และเครื่องพิมพ์
1.จอภาพ (Moniter)

แสดงผลบนจอภาพเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับการใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ วิวัฒนาการของการแสดงผลได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้น มาตรฐานการแสดงผลที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์มีพื้นฐานมาจากการพัฒนาของบริษัทไอบีเอ็ม ในยุคต้นความต้องการของการแสดงผลส่วนใหญ่ยังเป็นแบบตัวอักษรโดยมีภาวการณ์ทำงาน (mode) แยกจากการแสดง กราฟิก แต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์จำนวนมากสามารถแสดงผลในภาวะกราฟิก เช่น ระบบปฎิบัติงานวินโดวส์ ต้องใช้ภาวการณ์แสดงผลในรูปกราฟิกล้วน ๆ ผู้ใช้สามารถกำหนดขนาดช่องหน้าต่าง หรือการแสดงผลได้ตามที่ต้องการ จอภาพจึงเป็นส่วนสำคัญมากส่วนหนึ่งสำหรับผู้ใช้งานในยุคปัจจุบัน
ในยุคแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2524 บริษัทไอบีเอ็มได้พัฒนาระบบการแสดงผลที่ใช้กับจอภาพสีเดียวที่เรียกว่าโมโนโครม หรือ เอ็มดีเอ (Monochrome Display Adapter : MDA) และแสดงผลได้เฉพาะภาวะตัวอักษรแต่เพียงอย่างเดียวแต่ให้ความละเอียดสูง หากต้องการแสดงผลในภาวะกราฟิกก็ต้องเลือกภาวะการแสดงผลอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า ซีจีเอ (Color Graphic Adapter : CGA) ที่สามารถแสดงสีและกราฟิกได้แต่ความละเอียดน้อย
เมื่อมีผู้ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ยี่ห้อต่าง ๆ ที่มีระบบการทำงานแบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ของไอบีเอ็ม (IBM compatible) ไอบีเอ็มจึงต้องกำหนดมาตรฐานการแสดงผลไว้ ต่อมาบริษัทเฮอร์คิวลีส ซึ่งเห็นปัญหาของระบบการแสดงผลทั้งสองนี้ จึงออกแบบแผลวงจรแสดงผล เรียกกันติดปากว่าแผงวงจรเฮอร์คิวลิส (herculis card) หรือ เอชจีเอ (Herculis Graphic Adapter : HGA) บางครั้งเรียกว่าโมโนโครกราฟิกอะแดปเตอร์หรือเอ็มจีเอ (Monochrome Graphic Adapter : MGA) การแสดงผลแบบนี้เป็นที่แพร่หลายและนิยมใช้กันต่อเนื่องมาและมีผลิตขึ้นมาใช้กันมากมายต่อมาบริษัทไอบีเอ็มเห็นว่าความต้องการทางด้านกราฟิกสูงขึ้น การแสดงสีควรจะมีรายละเอียดและจำนวนสีมากขึ้น จึงได้พัฒนามาตรฐานการแสดงผลบนจอภาพขึ้นอีกโดยปรับปรุงจากเดิมเรียกว่า อีจีเอ (Enhance Graphic Adapter : EAG) การเพิ่มเติม

โดยปรับปรุงจากเดิมเรียกว่า อีจีเอ (Enhance Graphic Adapter : EAG) การเพิ่มเติมจำนวนสียังไม่พอเพียงกับซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้กับระบบปฎิบัติการวินโดวส์และโอเอสทูไอบีเอ็มจึงสร้างมาตรฐานการแสดงผลที่มีความละเอียดและสีเพิ่มยิ่งขึ้นเรียกว่า เอ็กซ์วีจีเอ (eXtra Video Graphic Array : XVGA)
การเลือกซื้อจอภาพจะตัองพิจารณาความสัมพันธ์ของจอภาพกับตัวปรับต่อซึ่งเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งอยู่บนแผงวงจรหลัก (main board) และต่อสัญญาณมายังจอภาพ แผงวงจรนี้จะเป็นตัวแสดงผลตามมาตรฐานที่ต้องการ มีภาวะการแสดงผลหลายแบบ เช่น
ก. แผงวงจรโมโนโครมหรือแผงวงจรเอ็มดีเอ เป็นแผงวงจรที่ไม่ค่อยนิยมใช้แล้วแสดงผลได้เฉพาะตัวอักษรจำนวน 25 บรรทัด บรรทัดละ 80 ตัวอักษร ขนาดความละเอียดของตัวอักษรเป็น 9x14 ชุด
ข. แผงวงจรเฮอร์คิวลิสหรือแผงวงจรเอชจีเอ แสดงผลเป็นตัวอักษรขนาด 25 บรรทัด บรรทัดละ 80 ตัวอักษร เหมือนแผงวงจรเอ็มดีเอ แต่สามารถแสดงกราฟิกแบบสีเดียวด้วยความละเอียด 720x348 จุด
ค. แผงวงจรอีจีเอ เป็นแผงวงจรที่แสดงด้วยความละเอียดของตัวอักษรขนาด 9x14 จุดแสดงสีได้ 16 สี ความละเอียดของการแสดงกราฟิก 640x350 จุด
ง. แผงวงจรวีจีเอ  เป็นแผงวงจรที่แสดงด้วย ความละเอียดของตัวอักษร 9x16 จุด แสดงสีได้ 16 สี แสดงกราฟิกด้วยความละเอียด 640x480 จุด และแสดงสีได้สูงถึง 256 สี
จ. แผงวงจรเอ็กซ์วีจีเอ  เป็นแผงวงจรที่ปรับปรุงจากแผงวงจรวีจีเอ แสดงกราฟิกด้วยความละเอียดสูงขึ้นเป็น 1,024x768 จุด และแสดงสีได้มากกว่า 256 สี
เมื่อได้ทราบว่าตัวปรับต่อมีกี่แบบแล้ว คราวนี้มาดูมาตรฐานตัวเชื่อมต่อ (connector) ของตัวปรับต่อกับจอภาพบ้าง ตัวเชื่อมต่อมาตรฐานที่ใช้มีแบบ 9 ขา ตัวเชื่อมต่อสำหรับแผงวงจรแบบ วีจีเอ และ เอสวีจีเอ เป็นแบบ 15 ขา การที่หัวต่อไม่เหมือนกันจึงทำให้ใช้จอภาพร่วมกันไม่ได้
นอกจากตัวเชื่อมต่อและตัวปรับต่อแล้ว คุณภาพของจอภาพก็จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างมาก สัญญาณที่ส่งมายังจอภาพมีรูปแบบไม่เหมือนกัน สัญญาณของแผงวงจรแบบวีจีเอเป็นแบบแอนะล็อก สัญญาณของแผงวงจรแบบ เอ็มดีเอ ซีจีเอ เอชจีเอ อีจีเอ เป็นแบบดิจิทัล ข้อพิจารณาที่จะตรวจสอบด้วยตาเปล่าได้ คือ การแสดงผลจะต้องเป็นจุดเล็กละเอียดคมชัด ไม่เป็นภาพพร่าหรือเสมือนปรับโฟกัสไม่ชัดเจน  ภาพที่ได้จะต้องมีลักษณะของการกราดตามแนวตั้งคงที่ สังเกตได้จากขนาดตัวหนังสือแถวบน กับแถวกลางหรือแถวล่างต้องมีขนาดเท่ากันและคมชัดเหมือนกัน ภาพที่ปรากฏจะต้องไม่กระพริบถึงแม้จะปรับความเข้มของแสงเต็มภาพไม่สั่งไหวหรือพลิ้ว การแสดงของสีต้องไม่เพี้ยนจากสีที่ควรจะเป็น
พิจารณารายละเอียดทางเทคนิคของจอภาพ เช่น ขนาดของจอภาพซึ่งจะวัดตามแนวเส้นทะแยงมุมของจอ ว่าเป็นขนาดกี่นิ้ว โดยทั่วไปจะมีขนาด 14 นิ้ว จอภาพที่แสดงผลงานกราฟิกบางแบบอาจต้องใช้ขนาดใหญ่ถึง 20 นิ้ว ความละเอียดของจุดซึ่งสามารถสังเกตได้จากสัญญาณแถบความถี่ของจอภาพ จอภาพแบบวีจีเอควรมีสัญญาณแถบความถี่สูงกว่า 25 เมกะเฮิรตซ์ สัญญาณแถบความถี่ยิ่งสูงยิ่งดี จอภาพแบบเอ็กซ์วีจีเอแสดงผลแบบมัลติซิงค์ (multisync) ใช้สัญญาณแถบความถี่สูงกว่า 60 เมกะเฮิรตซ์ ขนาดของจุดยิ่งเล็กยิ่งมีความคมชัด เช่น ขนาดจุด .28 มิลลิเมตร ภาพที่ได้จะคมชัดกว่าขนาดจุด .33 มิลลิเมตร ค่าของสัญญาณแถบความถี่จึงเป็นข้อที่จะต้องพิจารณาด้วย
เป็นเทคโนโลยีที่เริ่มพัฒนาประมาณสิบกว่าปีนี้เอง เริ่มจากการพัฒนามาใช้กับนาฬิกาและเครื่องคิดเลข เป็นจอแสดงผลตัวเลขขนาดเล็ก ใช้หลักการปรับเปลี่ยนโมเลกุลของผลึกเหลว เพื่อปิดกั้นแสงเมื่อมีสนามไฟฟ้าเหนี่ยวนำ แอลซีดีจึงใช้กำลังไฟฟ้าต่ำ เหมาะกับภาคแสดงผลที่ใช้กับแบตเตอรี่หรือถ่านไฟฉายก้อนเล็ก ๆ แอลซีดีในยุคแรกตอบสนองต่อสัญญาณไฟฟ้าช้า จึงเหมาะกับงานแสดงผลตัวเลขยังไม่เหมาะที่จะนำมาทำเป็นจอภาพ เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ผู้ผลิตแอลซีดีสามารถผลิตแผงแสดงผลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจนสามารถเป็นจอแสดงผลของคอมพิวเตอร์ประเภทแล็ปท็อป โน้ตบุ๊ค และยังสามารถทำให้แสดงผลเป็นสี อย่างไรก็ตามจอภาพแอลซีดียังเป็นจอภาพที่มีขนาดเล็กแต่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จอภาพแอลซีดีที่แสดงผลเป็นสีต้องใช้เทคโนโลยีสูง มีการสร้างทรานซิสเตอร์เป็นล้านตัวเพื่อให้ควบคุมจุดสีบนแผ่นฟิล์มบาง ๆ ให้จุดสีเป็นตารางสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ การแสดงผลจึงเป็นการแสดงจุดสีเล็ก ๆ ที่ผสมกันเป็นสีต่าง ๆ ได้มากมาย การวางตัวของจุดสีดำเล็ก ๆ เรียกว่าแมทริกซ์ (matrix) จอภาพแอลซีดีจึงเป็นจอแสดงผลแบบตารางสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่มีจุดสีจำนวนมาก
จอภาพแอลซีดีเริ่มพัฒนามาจากเทคโนโลยีแบบพาสซีฟแมทริกซ์ที่ใช้เพียงแรงดันไฟฟ้าควบคุมการปิดเปิดแสงให้สะท้อนจุดสีมาเป็นแบบแอกตีฟเมตริกซ์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ตัวเล็ก ๆ เท่าจำนวนจุดสี ควบคุมการปิดเปิดจุดสีเพื่อให้แสงสะท้อนออกมาตามจุดที่ต้องการ ข้อเด่นของแอกตีฟแมทริกซ์คือมีมุมมองที่กว้างกว่าเดิมมาก การมองด้านข้างก็ยังเห็นภาพอย่างชัดเจน จอภาพแอลซีดีแบบแอกตีฟเมตริกซ์มีแนวโน้มที่เข้ามาแข่งขันกับจอภาพแบบซีอาร์ทีได้
จอภาพแบบแอลซีดีซึ่งมีลักษณะแบนราบจะมีขนาดเล็กและบาง เมื่อเปรียบเทียบกับจอภาพแบบซีแอลที หากจอภาพแบบแอกตีฟแมทริกซ์สามารถพัฒนาให้มีขนาดใหญ่กว่า 15 นิ้วได้ การนำมาใช้แทนจอภาพซีอาร์ที ก็จะมีหนทางมากขึ้น
ความสำเร็จของจอภาพแอลซีดีที่จะเข้ามาแข่งขันกับจอภาพแบบซีอาร์ที่อยู่ในเงื่อนไขสองประการ คือ จอภาพแอลดีซีมีราคาแพงกว่าจอภาพซีอาร์ที และมีขนาดจำกัด ในอนาคตแนวโน้มด้านราคาของจอภาพแอลซีดีจะลดลงได้อีกมาก และเทคโนโลยีสำหรับอนาคตมีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่จะทำให้จอภาพแอลซีดีขนาดใหญ่







เนื่องจากส่วนความจำหลักในเครื่องคอมพิวเตอร์ (Main Memory/Primary Storage) ที่ใช้บันทึกข้อมูลในขณะประมวลผลไม่สามารถรักษาข้อมูลไว้ได้หลังจากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้น การบันทึกข้อมูลลงบนหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จึงมีความจำเป็นในอันที่จะรักษาข้อมูลไว้ใช้ในอนาคต และทำให้สามารถนำข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง เคลื่อนย้ายไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในระบบเดียวกันได้อีกด้วย


หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง แบ่งออกตามความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลได้ 2 ประเภท ดังนี้ หน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่เข้าถึงข้อมูลได้โดยลำดับ (Sequential Access Storage) เป็นหน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่ต้องมีการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลโดยการเรียงลำดับ การสืบค้นหรือเข้าถึงข้อมูลจึงล่าช้า เพราะต้องเป็นไปตามลำดับก่อนหลังของการบันทึก ซึ่งหน่วยเก็บข้อมูลประเภทนี้ ได้แก่ เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) และ หน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่เข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (Random/Direct Access Storage) เป็นหน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่สามารถจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการได้โดยตรงโดยไม่ต้องอ่านเรียงลำดับ เหมาะกับงานที่ต้องอาศัยการประมวลผลแบบโต้ตอบ ที่ต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว ซึ่งได้แก่ จานแม่เหล็ก (Magnetic Disk) ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟลอปปี้ดิสก์ (Floppy Disk) ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) ซีดีรอม (CD-ROM) และ ดีวีดี (DVD) นั่นเอง
ตัวอย่างหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ได้แก่
1.บัตรเจาะรู (Punched Card)บัตรเจาะรูเป็นหน่วยเก็บข้อมูลสำรองแบบดั่งเดิม มีลักษณะโครงสร้างเป็นบัตรกระดาษเจาะรูให้แสงลอดผ่าน เพื่อกำหนดสภาวะ 0 หรือ 1 (แสงลอดผ่าน คือ สภาวะ 1 และแสงลอดผ่านไม่ได้ คือ สภาวะ 0 ) บัตรเจาะรูนั้นเดิมเป็นบัตรโลหะ เริ่มใช้ครั้งแรกราวปี พ.ศ. 2344
ส่วนประกอบของข้อมูลที่บันทึกบนบัตรเจาะรู เรียกว่า อักขระ (Character) ประกอบด้วย ตัวอักษร (Alphabet) ตัวเลข (Numeric) และ ตัวอักษรอักขระพิเศษ (Special Character) บัตรเจาะรูแต่ละใบใช้บันทึกข้อมูลจำนวน 1 หน่วยแจงนับ เช่น บันทึกรายการ คน 1 คน, รถ 1 คัน หรือ สินค้า 1 ชิ้น เรียกว่า 1 Record ดังนั้น เครื่องจักรที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลจากบัตรนี้ จึงเรียกว่า เครื่อง Uni-Record Machine (UNI แปลว่า หนึ่ง) จึงกล่าวได้ว่า จำนวนบัตรแต่ละใบ คือจำนวนของข้อมูล 1 รายการนั่นเอง
 

            นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นสายเทปแบบม้วนเปลีอย (Open Reel) หรือแบบตลับ (Cassette) ตัวสายเทปทำด้วยพลาสติกชนิดพิเศษ เคลือบผิวด้วยออกไซด์ของโลหะ (Iron Oxide) และเคลือบอีกชั้นด้วยสารประกอบชนิดหนึ่ง เพื่อป้องกันการสึกหรอของสายเทปและช่วยให้เกิดจุดแม่เหล็ก (Magnetized Spot) ได้ง่ายขึ้น
พื้นผิวของสายเทปสามารถรองรับการอ่าน/บันทึกข้อมูลได้ประมาณ 20,000 – 50,000 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเนื้อเทปและสารเคลือบ) ความจุข้อมูลของสายเทปพิจารณาจากจำนวนข้อมูลต่อความยาวของสายเทป 1 นิ้ว (Byte Per Inch : bpi) ซึ่งโดยทั่วไปมีความจุตั้งแต่ 5-28 MB (5-28 ล้านตัวอักษร)

ฟลอปปี้ดิสก์ หรือที่นิยมเรียกว่า ดิสก์เก็ต (Diskette) มีลักษณะเป็นแผ่นแม่เหล็กสีดำทรงกลม ทำจากแผ่นพลาสติกไมล่า เคลือบด้วยสารแม่เหล็ก บรรจุอยู่ในซองพลาสติกแข็งรูปสี่เหลี่ยม เพื่อป้องกันแผ่นดิสก์เก็ต จากฝุ่นละออง สิ่งสกปรก การขูดขีด และอื่นๆ
แผ่นดิสก์เก็ตมีอยู่ 2 ขนาด คือ ขนาด 3.50 นิ้ว กับขนาด 5.25 นิ้ว แผ่นดิสก์เก็ตที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันจะเป็นขนาด 3.50 นิ้ว ซึ่งมีความจุในการเก็บข้อมูลเท่ากับ 1.44 MB สำหรับแผ่นดิสก์เก็ต ขนาด 5.25 นิ้วนั้นปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เพราะมีขนาดใหญ่ พกพาไม่สะดวก และมีความจุข้อมูล 1.2 MB ซึ่งน้อยกว่าแผ่น 3.50 นิ้ว
                                                
ที่มุมด้านหนึ่งของดิสก์เก็ตจะมีกลไกป้องกันการบันทึกข้อมูลลงไปทับข้อมูลเดิม (Write-protect) ซึ่งในแผ่นดิสก์เก็ต 5.25 นิ้ว จะทำเป็นรอยบาก ถ้ามีแถบปิดรอยบากนี้แผ่นนั้นก็จะบันทึกไม่ได้ ส่วนในแผ่นดิสก์เก็ต 3.5 นิ้ว จะใใช้สลักที่เลื่อนไปมาได้สำหรับปิดรูที่เจาะไว้ ถ้ารูที่เจาะไว้ถูกปิดก็จะบันทึกข้อมูลได้ แต่ถ้าเปิดเป็นช่องก็จะบันทึกไม่ได้ (ตรงข้ามกับแบบ 5.25 นิ้ว)
คอมพิวเตอร์สามารถอ่านข้อมูลจากแผ่นดิสก์เก็ต ได้ โดยการสอดแผ่นเข้าไปใน เครื่องขับดิสก์ หรือ ดิสก์ไดร์ฟ (Disk Drive) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับอ่านและเขียนข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์เก็ต ซึ่งโดยปกติดิสก์ไดร์ฟจะถูกกำหนดให้เป็น ไดร์ฟ A: หรือ ไดร์ฟ B:

มีลักษณะเป็นจานแม่เหล็กหลายแผ่นวางซ้อนกัน โดยอาจมีจำนวนแผ่น 3-11 แผ่น ซึ่งจะไม่เรียกว่าดิสก์ แต่จะเรียกว่าแพลตเตอร์ (Platter) แทน ซึ่งแต่ละแพลตเตอร์จะสามารถเก็บข้อมูลได้ทั้งสองด้าน เนื่องจากแพลตเตอร์ผลิตจากสารจำพวกโลหะหรือแก้วบางชนิด จึงไม่สามารถงอไปงอมาได้เหมือนกับฟลอปปี้ดิสก์ ทำให้ต้องมีโลหะปิดไว้ทุกด้านเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือน

            นอกจากนี้ฮาร์ดดิสก์ยังมีหัวอ่าน/บันทึกข้อมูลอยู่ภายในตัวเดียวกัน ไม่เหมือนกับแผ่นดิสก์เก็ตที่แยกออกจากกัน ทำให้สามารถอ่านและบันทึกข้อมูลได้ด้วยตนเอง และเนื่องจากฮาร์ดดิสก์มีแพลตเตอร์หลายๆ แผ่นซ้อนกันอยู่ ดังนั้นฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่งๆ จะมีหัวอ่านเขียนเท่ากับจำนวนแพลตเตอร์พอดี และหัวอ่านแต่ละหัวจะมีการเคลื่อนที่เข้าออกพร้อมกัน แต่เมื่อจะทำการอ่านหรือบันทึกข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์ ก็จะมีเพียงหัวอ่าน 1 หัวเท่านั้น ที่จะทำการอ่านหรือบันทึกข้อมูล ด้วยเหตุนี้ฮาร์ดดิสก์จึงสามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก แล้วแต่ความจุของแต่ละรุ่น เช่น ฮาร์ดดิสก์ความจุ 500 MB, 2.1 GB, 8.4 GB เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความรวดเร็วต่อการเรียกใช้งานสูง โดยปกติจะกำหนดให้ฮาร์ดดิสก์เป็นไดร์ฟ C:

ซีดีรอม (CD-ROM : Compact Disk Read Only Memory) มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมคล้ายกับซีดีเพลง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร (4 3/4 นิ้ว) ทำมาจากแผ่นโพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีคุณลักษณะพิเศษหลายอย่าง และมีราคาที่ถูกลงมาก ซีดีรอมนี้ใช้หลักของแสงในการอ่าน/บันทึกข้อมูล เหมาะสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อทำการบันทึกข้อมูลลงไปแล้ว จะไม่สามารถนำกลับมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลใหม่ได้อีก ยกเว้นแต่จะใช้แผ่นลักษณะพิเศษที่สามารถลบและบันทึกใหม่ได้ แต่ก็มีราคาแพงกว่าและต้องใช้เฉพาะกับเครื่องอ่าน/บันทึกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากเครื่องอ่านซีดีรอมโดยทั่วๆ ไปด้วย
แผ่นซีดีรอมสามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 680 MB หรือเก็บข้อมูลที่เป็นภาพและเสียงเช่น ภาพยนตร์หรือเพลงได้นานถึง 74 นาที ส่วนดีวีดี (Digital Video Disk) เป็นหน่วยเก็บข้อมูลสำรองอีกชนิดที่กำลังได้รับความนิยมมากเช่นกัน มีลักษณะคล้ายกับแผ่นซีดีรอม แต่สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าซีดีรอม 7 เท่าตัว (4.7 GB) และจะมีพัฒนาการต่อไป ปัจจุบันดีวีดีนิยมใช้ในการบันทึกภาพยนตร์และมัลติมีเดีย
ซีดีรอมและดีวีดีไม่สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง จะต้องมีตัวอ่านข้อมูลเช่นเดียวกับแผ่นดิสก์เก็ต  อุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านข้อมูลจากซีดีรอม เรียกว่า ซีดีรอมไดร์ฟ (
CD-ROM Drive
)
ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับอ่านดีวีดี เรียกว่า ดีวีดี ไดร์ฟ (
DVD Drive
) โดยที่ดีวีดีไดร์ฟ สามารถอ่านข้อมูลได้ทั้งแผ่นดีวีดี และจากแผ่นซีดีรอมได้ด้วย แต่ซีดีรอมไดร์ฟไม่สามารถอ่านข้อมูลจากแผ่นดีวีดีได้ โดยปกติจะกำหนดให้ซีดีรอมไดร์ฟ หรือ ดีวีดีไดร์ฟ เป็นไดร์ฟ D




ผลกระทบต่อการศึกษาและการเรียนการสอนอย่างไร

1.เทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์เป็นไปอย่างรวดเร็ว และตลอดเวลา ทำให้บุคลกรเกิดความกลัวที่ต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจในสิ่งใหม่ๆ บางคนปิดรับการเรียนรู้ กระทั่งต่อต้านการใช้เทคโนโลยีในระบบต่างๆ
2.เมื่อมีการพัฒนาระบบฮาร์ดแวร์เพื่อให้เหมาะกับการศึกษาจะสามารถทำให้ผู้เรียนประหยัดเวลาในการทำการศึกษาโดยการผ่านสื่อโดยเรียกว่า การศึกษาทางไกล
3.อาจจะมีอาการเจ็บป่วยจากการทำงาน เช่น มีอาการปวดหลัง ปวดไหล่ เกิดจาการนั่งอยู่ที่หน้าจอนานเกินไป อาจจะเป็นโรคประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับเป็นเวลานานๆ โดยเกิดจากการใช้คีย์บอร์ด หรือเมาส์ ผลกระทบนี้ทำให้สูญเสียเวลาของการเรียนและการสอนเพราะต้องใช้เวลาในการรักษาตัว

สรุป
     ในการพัฒนาระบบข่าวสารเพื่อการศึกษาชั้นสูง ผู้ศึกษาจะต้องพยายามกำหนดความต้องการข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจในการวางแผน กำหนดนโยบาย เพื่อบรรลุเป้าหมายของ การศึกษาให้มากที่สุด จากนั้นจึงระบุแหล่งที่มาของข้อมูล ซึ่งอาจจะมาจากภายในหรือภายนอกการศึกษา แล้วจึงทำการพัฒนาระบบข้อมูล-ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ระบบฐานข้อมูลที่ได้จากการจัดทำการรวบรวมจะถูกประมวลผลเป็นสารสนเทศในท้ายสุด
     ระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เป็นสิ่งที่ผู้พัฒนาระบบ ต้องตระหนักถึง โดยอยู่บนหลักพื้นฐานต่างๆ เช่น อำนวยความสะดวกต่อผู้ศึกษาในการเรียนรู้ เข้าใจ ใช้งานได้ด้วยตนเอง มีความคล่องตัวประสานงานกับผู้ศึกษาอื่นๆได้พร้อมๆกันไม่ว่าจะอยู่สถานที่หรือเวลาใด
     การเปลี่ยนแปลงผลการตัดสินใจของผู้ศึกษาให้เป็นรูปธรรม เช่น แปรเป็นแผนงาน มาตรการ โครงการฯลฯ สู่ผู้ปฏิบัติงาน การวัดผล/ตรวจสอบประสิทธิภาพการปฏิบัติตามแผนงานได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว ล้วนเป็นเป้าหมายหลักๆ ของผู้ศึกษา ซึ่งระบบข่าวสารพึงมี ทั้งนี้เพื่อการธำรงไว้ การอยู่รอด และความเจริญรุ่งเรืองของศึกษา สืบไป